inventory-kpi

Inventory KPI สำคัญ


Inventory KPI สำคัญสำหรับธุรกิจที่ต้องการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการสต็อก

ในโลกธุรกิจที่แข่งขันอย่าง激烈 การบริหารจัดการสต็อกสินค้าเป็นเรื่องที่สำคัญมาก นอกเหนือจากการลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตแล้ว การบริหารจัดการสต็อกสินค้ายังช่วยให้ธุรกิจสามารถตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ในบทความนี้ เราจะพูดถึง Inventory KPI สำคัญที่ธุรกิจควรติดตามเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการสต็อก

1. อัตราเคลื่อนไหวของสต็อก (Inventory Turnover)

อัตราเคลื่อนไหวของสต็อกเป็นหนึ่งใน Inventory KPI ที่สำคัญที่สุด นอกจากนี้ยังเป็นเครื่องมือช่วยให้ธุรกิจสามารถวิเคราะห์และปรับปรุงกระบวนการบริหารจัดการสต็อกได้อย่างมีประสิทธิภาพ หากอัตราเคลื่อนไหวของสต็อกสูงกว่า 5 ครั้งภายในหนึ่งปี ธุรกิจสามารถพิจารณาว่ากระบวนการบริหารจัดการสต็อกของตนอยู่ในระดับที่ดี

ตัวอย่างเช่น หากธุรกิจมีสต็อก 100,000 หน่วย และขายไป 20,000 หน่วยภายใน 1 เดือน อัตราเคลื่อนไหวของสต็อกจะเป็น 20,000/100,000 = 0.2 หรือ 20% ดังนั้น หากอัตราเคลื่อนไหวของสต็อกของธุรกิจคือ 0.2 ธุรกิจก็สามารถพิจารณาว่ากระบวนการบริหารจัดการสต็อกของตนอยู่ในระดับที่ดี

2. อัตราส่วนสต็อกสินค้า (Inventory-to-Sales Ratio)

อัตราส่วนสต็อกสินค้าคืออัตราส่วนระหว่างสต็อกสินค้าทั้งหมดกับยอดขายภายในหนึ่งปี หากอัตราส่วนสต็อกสินค้าลดลงได้ ธุรกิจสามารถลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตได้ หากอัตราส่วนสต็อกสินค้าอยู่ในระดับที่เหมาะสม ธุรกิจสามารถพิจารณาว่ากระบวนการบริหารจัดการสต็อกของตนอยู่ในระดับที่ดี

ตัวอย่างเช่น หากธุรกิจมีสต็อก 100,000 หน่วย และยอดขายภายใน 1 ปีคือ 500,000 หน่วย อัตราส่วนสต็อกสินค้าจะเป็น 100,000/500,000 = 0.2 หรือ 20% หากอัตราส่วนสต็อกสินค้าของธุรกิจคือ 0.2 ธุรกิจก็สามารถพิจารณาว่ากระบวนการบริหารจัดการสต็อกของตนอยู่ในระดับที่ดี

3. อัตราเสียหายของสต็อก (Inventory Shrinkage)

อัตราเสียหายของสต็อกคืออัตราส่วนระหว่างสต็อกสินค้าที่เสียหายหรือสูญหายกับสสต็อกสินค้าทั้งหมด หากอัตราเสียหายของสต็อกสูงกว่า 1% ธุรกิจสามารถพิจารณาว่ากระบวนการบริหารจัดการสต็อกของตนอยู่ในระดับที่ไม่ดี

ตัวอย่างเช่น หากธุรกิจมีสต็อก 100,000 หน่วย และสต็อกสินค้าที่เสียหายหรือสูญหายคือ 1,000 หน่วย อัตราเสียหายของสต็อกจะเป็น 1,000/100,000 = 1% หากอัตราเสียหายของสต็อกของธุรกิจคือ 1% ธุรกิจก็สามารถพิจารณาว่ากระบวนการบริหารจัดการสต็อกของตนอยู่ในระดับที่ไม่ดี

4. อัตราเคลื่อนไหวของสต็อกสินค้า (Inventory Turnover of Goods)

อัตราเคลื่อนไหวของสต็อกสินค้าคืออัตราส่วนระหว่างสต็อกสินค้าทั้งหมดกับยอดขายของสินค้าภายในหนึ่งปี หากอัตราเคลื่อนไหวของสต็อกสินค้าลดลงได้ ธุรกิจสามารถลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตได้ หากอัตราเคลื่อนไหวของสต็อกสินค้าอยู่ในระดับที่เหมาะสม ธุรกิจสามารถพิจารณาว่ากระบวนการบริหารจัดการสต็อกของตนอยู่ในระดับที่ดี

ตัวอย่างเช่น หากธุรกิจมีสต็อกสินค้า 100,000 หน่วย และยอดขายของสินค้าภายใน 1 ปีคือ 500,000 หน่วย อัตราเคลื่อนไหวของสต็อกสินค้าจะเป็น 100,000/500,000 = 0.2 หรือ 20% หากอัตราเคลื่อนไหวของสต็อกสินค้าของธุรกิจคือ 0.2 ธุรกิจก็สามารถพิจารณาว่ากระบวนการบริหารจัดการสต็อกของตนอยู่ในระดับที่ดี

5. อัตราความพร้อมของสต็อกสินค้า (Inventory Availability)

อัตราความพร้อมของสต็อกสินค้าคืออัตราส่วนระหว่างสต็อกสินค้าที่พร้อมขายกับสสต็อกสินค้าทั้งหมด หากอัตราความพร้อมของสต็อกสินค้าลดลงได้ ธุรกิจสามารถลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตได้ หากอัตราความพร้อมของสต็อกสินค้าอยู่ในระดับที่เหมาะสม ธุรกิจสามารถพิจารณาว่ากระบวนการบริหารจัดการสต็อกของตนอยู่ในระดับที่ดี

ตัวอย่างเช่น หากธุรกิจมีสต็อกสินค้า 100,000 หน่วย และสต็อกสินค้าที่พร้อมขายคือ 80,000 หน่วย อัตราความพร้อมของสต็อกสินค้าจะเป็น 80,000/100,000 = 0.8 หรือ 80% หากอัตราความพร้อมของสต็อกสินค้าของธุรกิจคือ 0.8 ธุรกิจก็สามารถพิจารณาว่ากระบวนการบริหารจัดการสต็อกของตนอยู่ในระดับที่ดี

สรุป

Inventory KPI สำคัญที่ธุรกิจควรติดตามเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการสต็อก ได้แก่ อัตราเคลื่อนไหวของสต็อก อัตราส่วนสต็อกสินค้า อัตราเสียหายของสต็อก อัตราเคลื่อนไหวของสต็อกสินค้า และอัตราความพร้อมของสต็อกสินค้า หากธุรกิจสามารถติดตามและปรับปรุง Inventory KPI เหล่านี้ได้ ธุรกิจก็สามารถเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการสต็อกและลดต้นทุนได้


โปรแกรมบัญชีบริหาร สำหรับองค์กรยุคใหม่

บทความความรู้เกี่ยวกับโปรแกรมบัญชี